Dream In The Blood Moon Night

posted on 08 Oct 2007 18:31 by sinnerdarker in FicDGM
...นานเท่าไหร่นะ...

...ในห้วงแห่งความมืดนี้...


...ตั้งแต่วันที่ผมก่อความผิดนั่น...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++









...ในห้วงความมืดอันแสนว่างเปล่านี้...


...แสงสว่างทีสอดส่องผ่านลูกกรงเหล็กสีนิลลงมามีเพียงแสงจันทร์...


...จากดวงจันทร์สีทองกลมโต...


...แสงนวลที่ทำให้ใจรื่นรมย์...


...แต่แล้วในค่ำคืนอันเป็นนิรันดร์...


...จันทราก็แปรผัน...


...จากเดือนเพ็ญเป็นจันทร์เสี้ยว...


...แสงสีทองแปรเป็นแดงฉาน...


...ดังโลหิตไหลชโลมแผ่นดิน...



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++








...ในค่ำคืนเช่นนั้นไม่เคยมีแสงใดปลอบโยน...


...มีก็เพียงแสงสีแดงที่ย้ำเตือนถึงความผิด...


...ความผิดที่มิได้ปรารถนาจะก่อขึ้น...


...แต่ภาพที่ติดอยู่ในห้วงความคิดยังคงวนเวียนให้ปวดร้าว...


...น้ำตาไหลรินจากดวงตาจนบอบช้ำ...


...เสียงกรีดร้องร่ำไห้ที่ไร้ผู้ใดรับฟัง...


...นอกจากจันทร์เสี้ยวสีแดงบนผืนราตรี...


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++










...หัวใจที่บอบช้ำขึ้นทุกครา...


...จันทร์เสี้ยวโลหิตที่ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งเต็มทีในห้วงความมืดอันเป็นนิรันดร์....


...กระทั่งเกือบจะลืมตัวตนของตัวเอง...


....กระทั่งอยากจะสิ้นสุดลมหายใจลงเสียตรงนี้...


...เพียงให้หนีไปได้...หนีจากสิ่งนี้...


...จากจันทร์เสี้ยวโลหิตนั้น...


...ที่รังแต่จะมอบความปวดร้าวทรมานให้...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++











...แต่เหนือสิ่งอื่นใด...


...ยิ่งกว่าห้วงความมืดอันหนาวเหน็บ...


...ยิ่งกว่าจันทร์เสี้ยวโลหิตบนฟากฟ้า...


...ความเหงาหงอยอันแสนโดดเดี่ยวนั้นกัดกินหัวใจเสียยิ่งกว่าความทุกข์ใด...


...ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ...


..ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว...


...จะแม้แต่โซ่ตรวนล่องหนบนร่างกายก็ยังไร้เสียงกระทบ.....


...พระเจ้า...


...แม้รู้ดี..พระองค์รังเกียจ..


...แต่ได้โปรด มอบให้ได้หรือไม่...


...อะไรก็ได้...


...ที่จะทำให้หนีจากความอ้างว้างนี้ไปได้...


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++












...แล้ววันหนึ่งในค่ำคืนที่จันทร์เสี้ยวโลหิตปรากฏบนฟากฟ้า...


...ปีกสีขาวก็ร่วงหล่นผ่านลูกกรงเหล็กลงมา...


...พร้อมกับเมฆหมอกสีขาวขุ่นประหลาด...


...แล้วใครคนหนึ่งก็ปรากฏตัว...


...ใครบางคนที่มีเรือนผมและดวงตาดั่งราตรี...


...ตัดกับปีกสีขาวพิสุทธิ์บนแผ่นหลัง...


...ใครคนนั้นขับไล่ความทรงจำอันปวดร้าวไป...


...ใครคนนั้นเรียกเอารอยยิ้มที่จางหายไปกลับคืนมา...


...ใครคนนั้นมอบความอบอุ่นที่เรียกว่าความสุขให้อย่างมากมาย...


...แต่ทว่า...


...เมื่อจันทร์เสี้ยวโลหิตหายไปจากราตรี...


...ใครคนนั้นก็หายไป...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++









...นับจากนั้นใจจึงเฝ้ารอราตรีที่จันทร์เสี้ยวโลหิตปรากฏ...


...ในค่ำคืนอันเวิ้งวางและเงียบเหงา...


...ใครคนนั้นจะปรากฏตัวพร้อมขนปีกสีขาวและหมอกขุ่น..


...มอบความอบอุ่นให้...


...มอบรอยยิ้มให้...แม้นั่นจะมีให้เห็นเพียงบางครา...


...มอบอะไรบางอย่างที่เรียกว่าความสุข...


...แม้บางคราอาจสร้างความทรมานให้...


...แต่ก็ช่างเป็นความทรมานอันหอมหวาน...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++









...ตั้งแต่นั้น...ยามใดที่จันทร์เพ็ญสีทองอร่ามบนฟากฟ้าใจกลับว้าวุ่น...


...ปรารถนาจะพบพานกับใครคนนั้น...


...ที่ปรากฏพร้อมจันทร์เสี้ยวโลหิต...


...บางคราที่ปรารถนาในรสสัมผัสนั้น...


...รสสัมผัสอันแปลกประหลาดชวนวาบหวาม...


...แต่กระนั้นหัวใจก็เบิกบานเกินกว่าจะประมวลผล...


...เกินกว่าจะฉุกคิดถึงรสสัมผัสนั้น...ว่าคเป็นสิ่งใด...


...เกินกว่าจะตริตรองอะไรบางอย่าง...

+++++++++++++++++++++++++++++++








...แต่แล้ววันหนึ่งก็คิดได้...


...ว่านั่นคงเป็นเพียงความฝัน...


...ปีกสีขาวที่โปรยปรายลงมาไม่เคยเหลือทิ้งไว้...


...ไม่มีหลักฐานใดบอกว่าเป็นความจริง...


...นอกจากสัมผัสที่ได้รับ...


...แต่นั้นเป็นหลักฐานที่อ่อนเหลือเกิน ...


...ในเมื่อไม่เคยเหลือร่องรอยการกระทำใดบนกาย...


...น้ำตาไหลรินจากดวงตากลมโต...


...ใครคนนั้นเป็นเพียงความฝัน...


...ความฝันที่สร้างขึ้นในค่ำคืนอันเงียบงันแล้วอ้างว้าง...


...เป็นเพียงตัวตนทีถูกสร้างขึ้น...


...เพื่อหนีจากความจริงอันโหดร้าย...


...แต่เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว...


...สิ่งใดละที่ควรกระทำ...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++








...จากนั้นแม้จันทร์เสี้ยวโลหิตปรากฏ...


...ใครคนนั้นก็ไม่มา...


...น้ำตาจึงไหลริน...


...ภาพที่แสนทรมานจึงไหลวนกลับมาอีกครั้ง...


...ทรมานจนทำร้ายตัวเอง...


...ทรมานจนทั่วทั้งรร่างมีโลหิตชโลมกาย...


...ที่เกิดเพราะบาดแผลมากมายที่ตนก่อขึ้น...


...กระทั่งเรือนผมสีขาวสะอาดเต็มไปด้วยคราบเลือด...


...กระทั่งอาภรณ์สีขาวที่ตัดกับปีกสีนิลนั้นถูกย้อมเป็นสีเลือด...


...กระทั่งทรมานจนหลับไหลไป...



+++++++++++++++++++++++++++++++










...เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...


...เรือนผมสีขาวยังคงเต็มไปด้วยคราบเลือด...


...อาภรณ์ยังคงเป็นสีแดง...


...แต่แล้วเมื่อจันทร์โลหิตปรากฏอีกครา...


...กลับสัมผัสถึงความอบอุ่นบางอย่าง...


....ความอบอุ่นที่เคยสัมผัส และคิดว่าเป็นเพียงความฝัน...


...ขนปีกสีขาวและเมฆหมอก...


+++++++++++++++++++++++++++++


...จากนั้นมา...


...ทุกค่ำคืนที่จันทร์โลหิตปรากฏ...


...ใครคนนั้นก็จะปรากฏพร้อมกัน...


...ครั้งนี้จะไม่สงสัยอะไรแล้ว...


...เพราะแม้นเป็นเพียงฝัน ...


...แต่ก็เป็นหนทางเพียงหนึ่งที่จะบรรเทาความทรมาน..


....ถ้าเช่นนั้น...


...จะขอปิดตาลงซักข้างหนึ่ง...


...แล้วมีความสุขกับฝันอันงดงามนี้ต่อไป...


+++++++++++++++++++++++++++++++++

.......................................................

.................................

..................




...ผมปรารถนาจะหลุดออกจากที่นี่...


...ผมปรารถนาจะโบยบินด้วยปีกสีดำนิลกาฬของตน....


...ความปรารถนาเล็กน้อยนี้..จะสมหวังไหมนะ...



............


.........................


.............................................




--คำรำพึงของเทวทูตสีดำ--

Comment

Comment:

Tweet

อ่านช่วงแรกๆคิดว่าเป็นความคิดของคันดะ ลงมาเรื่อยชักรู้สึกเหมือนว่าจะเป็นห้วงคำนึงในจิตใจของอเลน
อ๋าย จะเป็นความคิดของใครก็ช่างเหอะแต่สื่อออกมาได้ถึงความดราม่า ความเศร้า ความเหงาสุดๆไปเลยอ่ะ

#1 By loss on 2013-05-16 23:50